เหตุการณ์โรงงานระเบิดในไทย ผ่านเลนส์ซีรีส์ Chernobyl

0
142
เปรียบเทียบเหตุการณ์โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ กับโศกนาฏกรรมเชอร์โนบิล

มิถุยายนจนถึงกรกฎาคมเป็นเดือนที่ประเทศไทยเผชิญกับเหตุภัยพิบัติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเหตุกราดยิง อัคคีภัย ไปจนถึงระเบิด โดยเฉพาะกับเหตุโรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ที่กำลังเป็นข่าวดังอยู่ตอนนี้ เนื่องจากการเผาไหม้ของสารเคมีอันตรายจำนวนมากสร้างควันที่เป็นพิษต่อสุขภาพของประชาชนในระยะหลายกิโลเมตร ข่าวน่าสลดนี้ทำให้หลายคนนึกถึงโศกนาฏกรรมโรงงานระเบิดที่เคยเกิดขึ้นกับเชอร์โนบิล เจ้าสลอธจึงจะพาไปย้อนรอยดูกันว่า ทั้งสองเหตุการณ์มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง โดยวิเคราะห์ผ่านมุมมองจากมินิซีรีส์ระดับโลกอย่าง Chernobyl (2019)

หมิงตี้ เคมีคอล กับ Chernobyl แตกต่างกันยังไง?

ความจริงแล้วสองที่นี้แทบไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่างเลยครับ นอกจากมีคำว่า ‘โรงงาน’ นำหน้าชื่อเหมือนกัน หมิงตี้ เคมีคอลที่เพิ่งเกิดเหตุระเบิดในไทย เป็นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิตผลิตวัสดุโฟมส่งออกจำนวนมาก แต่เชอร์โนบิลเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลโซเวียต ซึ่งในขณะนั้นรวมกันเป็นสหภาพอยู่ ยังไม่แตกออกเป็นรัสเซียและประเทศอื่น ๆ เหมือนปัจจุบันนี้ ดังนั้นหากพูดถึงในเชิงโครงสร้าง แน่นอนว่าขนาดของโรงไฟฟ้าใหญ่โตกว่ามาก รวมถึงมีระบบเซฟตี้แน่นหนา เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจึงส่งผลกระทบในระดับประเทศ เสียหายลามไปยันประเทศข้างเคียง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโรงงานกิ่งแก้วที่ผู้ได้รับผลกระทบเป็นคนในพื้นที่เมืองเท่านั้น ไม่ได้ลามไปสู่จังหวัดอื่น

อย่างไรก็ตาม ลักษณะที่เหมือนกันของสองเหตุการณ์นี้ ก็คือ การระเบิดก่อให้เกิดไฟไหม้ และ การรั่วไหลของสารเคมีในปริมาณมาก จนทำให้ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่

ขอบคุณภาพจาก bbc.com

ระเบิดก่อน จากนั้นจึงตามมาด้วยเพลิงไหม้

กรณีของโรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้นั้น การระเบิดเกิดจากโกดังเก็บสารเคมีจำนวนหลายสิบตัน ส่วนใหญ่บรรจุ “สไตรีนโมโนเมอร์” ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตโฟม สารเหล่านี้มีความเข้มข้นต่ำกว่าน้ำ ทำให้เมื่อใช้น้ำดับไฟ สารจะลอยเหนือน้ำและเผาไหม้ต่อไป เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้โฟมดับเพลิงที่สามารถฉีดแล้วคลุมปิดเหนือสารได้ เพื่อเป็นการตัดออกซิกเจน หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟออกไป จนสถานการณ์อยู่ในการควบคุมได้สำเร็จภายใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่มีการแจ้งเหตุระเบิด

ส่วนของโรงไฟฟ้า Chernobyl สถานการณ์เลวร้ายกว่านั้นมาก เนื่องจากต้นตอเกิดจากเตาปฏิกรณ์ทำงานผิดพลาดด้วยความสะเพร่าของหัวหน้างาน และความอ่อนประสบการณ์ของพนักงานกะดึกในขณะนั้น โดยเตาปฏิกรณ์เตาหนึ่งที่บรรจุเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ไว้ด้านในเกิดระเบิดออก ก่อให้เกิดเปลวเพลิงความร้อนสูงเผาไหม้สารและวัสดุด้านใน นักดับเพลิงต้องใช้เวลามากกว่า 10 วันจึงจะดับเพลิงลงได้สำเร็จ ในเหตุการณ์นี้มีนักดับเพลิงจำนวนหนึ่งที่เสียชีวิตขณะทำหน้าที่ แต่ส่วนใหญ่ต้องเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายกว่านั้น เพราะถึงแม้จะรอดออกมา แต่พวกเขาได้สัมผัสกับกัมมันตภาพรังสีความเข้มข้นสูงผ่านทั้งทางการสัมผัสและสูดดม บางส่วนโดนผลจากรังสีทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง หลังจากนั้นไม่นานหนังก็เริ่มละลาย ลอกออกจากร่างกาย รังสีกัดกินจนเนื้อตาย ระบบอวัยวะภายในล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด

หลังจากเตาปฏิกรณ์ระเบิด พนักงานและนักดับเพลิงที่สัมผัสกับกัมมันตภาพรังสีจำนวนมาก 30 คน เสียชีวิตภายในเวลา 3 เดือนต่อมาด้วยความทุกข์ทรมาน ส่วนที่ไทยเรา ถึงแม้จะไม่ได้มีจำนวนผู้เสียสละมากเท่าเชอร์โนบิล แต่อย่าลืมนะครับว่า การสูญเสีย ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ก็นับยังเป็นการสูญเสียอยู่ดี

ขอบคุณภาพจาก sanook.com

การรั่วไหลของสารเคมีอันตรายปริมาณมาก

สไตรีนโมโนเมอร์ เป็นสารที่เมื่อโดนเผาไหม้จะระเหยเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซน์ ซึ่งจริง ๆ เราก็สูดดมก๊าซชนิดนี้กันอยู่ทุกวันจากควันรถ หรือควันไฟอื่น ๆ แต่เป็นการสูดดมในปริมาณน้อยจนแทบไม่เกิดผลอะไรกับร่างกาย ทว่าในเหตุการณ์โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ มีสไตรีนโมโนเมอร์ระเหยขึ้นสู่อากาศมากกว่า 20 ตันพร้อมกัน นอกจากควันดำจะลอยขึ้นบดบังท้องฟ้า ทำให้ทัศนวิสัยแย่แล้ว ความอันตรายที่มากกว่านั้นคือการปนเปื้อนของสารเคมี ควันสามารถลอยไปได้ไกลมากกว่า 10 กิโลเมตรตามทิศทางลม ประชาชนในรัศมีใกล้กับโรงงานจึงมีโอกาสสูดดมสารพิษเข้าไปในปริมาณมาก รวมถึงคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศยังสามารถจับตัวกับเม็ดฝน ก่อให้เกิดฝนกรด ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนผิวหนังหากสัมผัสโดนโดยตรง และเป็นอันตรายอย่างมากหากใช้หรือน้ำฝนที่มีสารปนเปื้อนเหล่านี้เข้าไป

ดังนั้นชาวกรุงเทพฯ ในตอนนี้จึงแทบไม่ต่างอะไรกับการติดอยู่ใต้ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสารพิษ ถึงแม้จะอยู่ห่างจากสถานที่เกิดเหตุกลายกิโลกเมตรก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัย เมื่อบวกรวมกับฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ COVID-19 ที่ยังไม่คลี่คลายแล้ว บอกได้เลยว่าจะออกจากบ้านแต่ละที หน้ากากอนามัยต้องกลายเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกายไปอีกอย่างน้อย 1 ปีทีเดียว

การรั่วไหลของสารเคมีอันตรายนี้เชอร์โนบิลเองก็เคยเจอมาเช่นกัน แต่สเกลหนักหนากว่าโรงงานกิ่งแก้วมาก ทั้งในแง่ของระยะทางในการแพร่กระจาย และความอันตรายที่เกิดกับประชาชน เนื่องจากสารที่รั่วไหลออกมาจากการระเบิดของโรงไฟฟ้า คือ กัมมันตภาพรังสี ซึ่งไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เมื่อปนเปื้อนแล้วจะใช้เวลามากกว่า 20,000 ปีกว่าจะสลายไปตามธรรมชาติ แถมยังก่อให้เกิดผลร้ายกับมนุษย์และสัตว์ เพราะเป็นรังสีที่ทำให้เกิดมะเร็งนั่นเอง

ขอบเขตในการแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสีจากเชอร์โนบิลสามารถไปได้ไกลถึงประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเยอรมันเองก็ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลนี้เช่นกัน โดยกัมมันตภาพรังสีก่อให้เกิดฝนมรณะที่คร่าชีวิตชาวบ้านไปมากมาย และจนถึงปัจจุบัน ในเมืองบาเยิร์นและเบเดินก็มีการปนเปื้อนหลงเหลืออยู่ แม้จะไม่ได้มีความเข้มข้นสูงเท่าใจกลางเชอร์โนบิลก็ตาม จากเหตุการณ์นี้ทำให้โซเวียตต้องจ่ายค่าชดเชยให้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก และว่ากันว่าเชอร์โนบิลเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายในเวลาต่อมา

ข้อมูลทั้งหมดที่เจ้าสลอธนำมาวิเคราะห์ให้อ่านกันในบทความนี้ อ้างอิงมาจากมุมมองในการนำเสนอของ Chernobyl (2019) ซึ่งเป็นมินิซีรีส์สั้น 5 ตอนจบที่ว่ากันว่าดีที่สุดในโลก จนถึงกับติด 1 ใน 3 อันดับซีรีส์ที่ได้เรตติ้งสูงสุดตลอดกาลจาก IMDB หากใครสนใจเรื่องราวดราม่ามันส์ ๆ ผสมกับเชิงสารคดีแบบนี้ สามารถไปดูได้ในแอป HBO GO และ AIS PLAY นะครับ สลอธขอแนะนำเลยว่าชีวิตนี้ต้องโดนสักครั้งจริง ๆ!