สงครามแอปสตรีมมิ่งแห่งปี 2021 Netflix ปะทะ Disney+ Hotstar

0
158
สงครามสตรีมมิง Netflix ปะทะ Disney+ Hotstar

กำลังเป็นกระแสร้อนแรงเลยทีเดียวกับแพลตฟอร์มสตรีมมิงหน้าใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการในไทยล่าสุด กับ Disney+ Hotstar พร้อมกับเสียงฮือฮาเมื่อราคาที่เคาะออกมามันถูกแสนถูกเสียเหลือเกิน โดยค่าบริการอยู่ที่ 799 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยตกเดือนละ 66 บาทเท่านั้น งานนี้เรียกได้ว่าน้องใหม่มาเพื่อทุบเจ้าตลาดตัวเป้งอย่าง Netflix ที่แท้จริง สงครามตลาดออนไลน์นี้จะเป็นยังไงต่อไป ใครจะเป็นผู้ชนะ ติดตามอ่านได้ด้านล่างเลยครับ

Netflix ยังเป็นเจ้าตลาด แต่ Disney+ Hotstar เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว

แน่นอนว่าพูดถึงแอปสตรีมมิงอันดับ 1 ยังไงเน็ตฟลิกซ์ก็เป็นเจ้าเดียวที่ครองบัลลังก์มานานกว่าใคร เนื่องด้วยเป็นแอปแรก ๆ ที่ตีตลาดบุกเบิกวงการวิดีโอออนดีมานด์มาตั้งแต่ปี 1997 ถึงแม้จะเพิ่งมาบูมเอาจริง ๆ ก็ช่วง 2007-2008 หลังจากร้านเช่าหนังเริ่มไม่เป็นที่นิยม แต่ก็สามารถพูดได้ว่าเน็ตฟลิกซ์นั้นแทบจะเป็น ‘ราก’ ของตลาดสตรีมมิงไปแล้ว ภายหลังบริษัทขยายตัว นอกจากจะมีตัวเลือกเนื้อหาให้ลูกค้าได้รับชมหลากหลายขึ้น ยังมีทุนมหาศาลจนถึงกับผลิตคอนเทนต์ต่าง ๆ ภายใต้ลิขสิทธิ์ของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นรายการ สารคดี หนัง ซีรีส์ ไปจนถึงแอนิเมชั่นที่ประสบความสำเร็จมากอย่าง Love Death + Robots นอกจากนี้ยังมีความสำเร็จหมาด ๆ ที่น่าสนใจอีกอย่าง เมื่อหนังสั้นเรื่อง Two Distant Strangers ที่สร้างโดยเน็ตฟลิกซ์ชนะรางวัลหนังสั้นยอดเยี่มในงาน Oscars 2021 นับว่าเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ทั้งวงการวิดีโอสตรีมมิงและวงการภาพยนตร์ก็ว่าได้

ทว่าความแข็งแกร่งของ Netflix ก็ยังไม่สู้การเติบโตแบบพุ่งทะยานของ Disney+ เพียงแค่ปีแรกที่เปิดตัวในอเมริกาก็มีผู้ใช้งานมากถึง 60 ล้านคน แม้จะยังสู้เน็ตฟลิกซ์ที่ ณ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 193 ล้านคนทั่วโลกไม่ได้ แต่ก็ทำเอาเจ้าตลาดถึงกับสะเทือนอยู่เหมือนกัน การเข้ามาของดิสนีย์พลัสจึงไม่ใช่ปลาเล็กท่ามกลางปลาใหญ่ในตลาดสตรีมมิงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เรียกได้ว่าเป็นปลายักษ์อีกตัวที่เตรียมเข้าฮุบส่วนแบ่งคำใหญ่เลยทีเดียว

สตูดิโอจุดอ่อนขนาดใหญ่ของ Netflix

ถึงแม้ว่าเน็ตฟลิกซ์จะมีทุนจ้างโปรดักชั่นหลาย ๆ ทีมในหลาย ๆ ประเทศให้ผลิตคอนเทนต์ให้กับแอป (ที่จะเรียกว่า Netflix Series หรือ Netflix Originals) แต่การจ้างโปรดักชั่นนั้นเทียบไม่ได้เลยกับบริษัทที่มีค่ายสตูดิโอเป็นของตัวเอง อย่าง Disney หรือ HBO เพราะค่ายเหล่านี้ล้วนมีคอนเทนต์เก่า ๆ เป็นทรัพยากรในมืออยู่แล้ว นั่นหมายถึงการมีฐานผู้ชมจำนวนมากรอจ่ายเงินให้กับแอป โดยที่ไม่จำเป็นต้องสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ และไม่ต้องพายาม ‘หว่าน’ คอนเทนต์เพื่อตอบสนองผู้ชมหน้าใหม่จำนวนมากแบบเดียวกับที่เน็ตฟลิกซ์ทำ ส่วนนี้คือความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่างบริษัทหนังที่มาบุกตลาดสตรีมมิง กับบริษัทสตรีมมิงที่พยายามบุกตลาดหนัง Disney+ Hotstar ในไทยถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก จะเห็นได้ว่าขนาดยังไม่ทันเปิดให้บริการ ก็มีผู้ชมมารอสมัครกันอย่างใจจดจดใจจ่อแล้ว และบางคนถึงกับจ่ายเงินล่วงหน้าเลยด้วยซ้ำ

ส่วน HBO GO ที่เหมือนจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมในไทยมากนัก แต่ทางฝรั่งก็ถือได้ว่าเป็นตัวเป้งของตลาดสตรีมมิงเช่นเดียวกัน เนื่องจากอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของค่าย Warner Bros. ทำให้ได้แฟรนไชส์หนังใหญ่ไปมากมาย เช่น DC Universe, Jurassic, Fast & Furious เป็นต้น ยังไม่รวมกับซีรีส์ออริจินัลของช่องที่ขึ้นแท่นยอดฮิตแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Game of Thrones, Westworld และ His Dark Materials รวมถึงคอนเทนต์การ์ตูนดังสำหรับเด็กอย่าง Tom & Jerry และ Looney Tunes แต่ถ้าหากให้เทียบกับ Disney+ แล้ว วอร์เนอร์ก็วอร์เนอร์เถอะครับ เจอยักษ์ใหญ่ของวงการเข้าไปก็อาจถึงกับขนหน้าแข้งร่วงได้เช่นกัน เพราะไม่ว่าจะหนัง ซีรีส์ หรือการ์ตูน ดิสนีย์มีทรัพยากรในมืออีกเป็นโหล รวมถึงเจาะกลุ่มผู้ชมได้ทั่วถึงกว่าวอร์เนอร์และ HBO เยอะ

แอปสตรีมมิงอื่น ต้องพยายามหาจุดขายของตัวเอง

การจะเดบิวต์เข้าสู่ตลาดสตรีมมิงตอนนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างยากเอาการ เพราะมีบริษัทใหญ่ครองตลาดอยู่หลายเจ้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทางครับ อาจจะต้องดิ้นรนหาจุดขายที่ไม่เหมือนกับเจ้าใหญ่อื่น ๆ ตัวอย่างที่น่าสนใจก็อย่างเช่น Viu ที่เน้นขายซีรีส์เกาหลี ซีรีส์ญี่ปุ่นไปเลยแบบจุก ๆ หรือ iQIYI แอปสตรีมมิงจากจีนที่เน้นขายซีรีส์จีนกับอนิเมะ ทว่าการเน้นขายคอนเทนต์ประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะก็อาจมีผลเสียตรงที่จำนวนผู้ชมจะน้อยกว่ามาก และโอกาสที่จะขยายตลาดไปยังชาติที่ไม่ใช่เอเชียก็แทบจะไม่ค่อยมี

นอกจากนี้ ยักษ์ใหญ่อย่าง Netflix และ Disney+ ก็ไม่ใช่ว่าจะละเลยคอนเทนต์เหล่านี้ เน็ตฟลิกซ์พัฒนาขึ้นจากสมัยก่อนที่มีซีรีส์เกาหลีให้ดูนับเรื่องได้ จนตอนนี้มีให้สตรีมแทบจะทุกเรื่องที่อยู่ในกระแส รวมถึงยังผลิตซีรีส์เกาหลีเป็นออริจินัลของตัวเองด้วย ส่วน Disney+ Hotstar ก็เจาะกลุ่มผู้ชมแต่ละประเทศด้วยคอนเทนต์ท้องถิ่น (Local) อย่างของไทยเป็นหนังจากค่าย GDH รวมถึงซีรีส์ที่ร่วมทุนสร้างกับกันตนาอย่าง Eng and Chang (อินจัน)

ถ้าหากถามว่าสงครามสตรีมมิงยุคนี้ใครจะเป็นฝ่ายชนะ เจ้าสลอธจะตอบว่าเราคงต้องดูกันไปยาว ๆ ในอนาคตอาจจะมีน้องใหม่ไฟแรงกว่าดิสนีย์โผล่มาก็ได้ แต่ถ้าถามว่าใครจะแพ้ ข้อนี้ตอบได้แน่นอนครับว่าคนดูอย่างเรานี่แหละ จะจ่ายค่า Subscription กันไม่หหวาดไม่ไหวแล้วเด้อ 😭