[รีวิว] ใส่ชุดเกราะให้พร้อม เตรียมตะลุยสงครามอวกาศใน Cosmic Sin

0
278
[รีวิว] Cosmic Sin ภารกิจคนอึด ฝ่าสงครามดวงดาว

หลังจากคราวที่แล้วเจ้าสลอธได้รีวิว Ghost in the Shell ไป บทความนี้ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับหนังไซไฟเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือออกจากโลกไปผจญภัยในอวกาศกันบ้าง กับหนังแอ็กชันที่เพิ่งเข้าโรงไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Cosmic Sin ภารกิจคนอึด ฝ่าสงครามดวงดาว เรื่องราวการทำภารกิจของทหาร 7 คน กับสงครามระหว่างสปีชีส์ที่มีโลกทั้งใบเป็นเดิมพัน

เรื่องย่อ Cosmic Sin: เมื่อมนุษย์ไม่ได้มีอยู่แค่บนโลกเท่านั้น

เนื้อเรื่องเริ่มต้นขึ้นในปี 2031 การสำรวจอวกาศได้พัฒนาไปไกลจนสามารถค้นพบว่า นอกจากโลกของเราแล้ว บนดาวดวงอื่นก็ยังมีอาณานิคมของมนุษย์อยู่อีก ทั้งบนดาวอังคาร ดาวแซฟดาย (Zafdie) และดาวเอลลอร่า (Ellora) ซึ่งเป็นดาวที่อยู่ไกลออกไปจากระบบสุริยะหลายหมื่นปีแสง แต่มนุษย์สามารถเดินทางข้ามไปมาได้ด้วยเทคโนโลยีการแหวกควอนตัม (คล้าย ๆ การวาร์ป แบบที่อยู่ในหนังอวกาศหลาย ๆ เรื่อง เช่น Star Wars) ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการร่วมมือกันของอาณานิคมระหว่างดวงดาว เพื่อช่วยเหลือกันด้านทรัพยากรและข้อมูลต่าง ๆ โดยมีคณะกรรมการที่ควบคุมดูแลการร่วมมือนี้ เรียกว่า “The Alliance”

ในปี 2519 นิคมแซฟดายได้พยายามก่อกบฎเพื่อถอนตัวออกจาก The Alliance ทำให้เกิดสงครามข้ามจักรวาลระหว่างมนุษย์ขึ้น นายทหารเจมส์ ฟอร์ด (แสดงโดย Bruce Willis) ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจจบสงครามนี้ด้วยการทิ้งระเบิด Q-Bomb ซึ่งเป็นอาวุธสงครามระดับสูงที่มีพลังทำลายล้างดาวได้ทั้งดวง ทำให้ในเหตุการณ์นั้น ฟอร์ดคร่าชีวิตประชากรมนุษย์ไปมากถึง 70 ล้านคน ทว่าหลังจากที่หลับมายังโลก เขากลับถูกถอดออกจากการเป็นทหาร และถูกตราหน้าว่าเป็น “นายพลเลือด”

5 ปีต่อมา ณ สถานีขุดเจาะบนดาวดวงหนึ่งที่อยู่นอกระบบสุริยะ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ที่นั่นได้รายงานการเจอกับเหตุการณ์ที่เรียกว่า “First Touch” คือการที่มนุษย์ได้รับการติดต่อจากสปีชีส์อื่นในจักรวาล หรือเอเลี่ยนเป็นครั้งแรก หลังจากเกิดการปะทะกันขึ้น เจ้าหน้าที่ที่รอดชีวิตจากสถานีขุดเจาะทั้งหมดถูกส่งตัวกลับมายังโลก ขณะที่กำลังทำการฆ่าเชื้อก่อนตรวจร่างกายอยู่นั้นเอง ความจริงก็เปิดเผยว่าเอเลี่ยนได้ฝังตัวเข้ายึดร่างเจ้าหน้าที่เพื่อลงมายังโลกมนุษย์ นั่นทำให้ทุกคนได้รู้ว่าสงครามที่แท้จริงกำลังจะมาถึง และมนุษย์ไม่อาจรอจนกว่าสายพันธุ์อื่นจะเข้ามาโจมตีได้ แต่ควรเป็นฝ่ายเริ่มต้นสงครามก่อน ทีมทหาร 7 คนจึงถูกส่งไปทำภารกิจ Cosmic Sin หรือก็คือภารกิจเปิดฉากสงครามกับเหล่าเอเลี่ยนบนเอลลอร่า ดาวที่เป็นหนึ่งในอาณานิคมของโลก

รีวิว: โปรดักชั่นสอบตก แต่แคสต์นักแสดงได้น่าสนใจ

SPOILER ALERT: บทความต่อจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของหนัง

หนังเรื่องนี้ได้พระเอกรุ่นเก๋าจากแฟรนไชส์ Die Hard อย่าง Bruce Willis มาแสดงเป็นพระเอกของเรื่อง ทำให้เป็นไซไฟที่หลายคนรอคอยในปี 2021 ทว่ากลับคะแนนเปิดตัวในเว็บไซต์หนังต่าง ๆ ไม่ดีนัก โดยได้คะแนนจากเว็บมะเขือน่า Rotten Tomatoes เพียง 3% และ IMDb เพียง 2.5/10 เท่านั้น ด้วยความที่โปรดักชั่นดูเหมือนจะเป็นหนังทุนต่ำ แต่สเกลของเรื่องกลับวางไว้ถึงระดับสงครามอวกาศ เรียกได้ว่าแทบจะน้อง ๆ Star Wars หรือ Gardians of the Galaxy เลยทีเดียว ภาพรวมจึงออกมาดูน่าผิดหวังไปเสียหน่อย เพราะทั้งบทและงานภาพดูจะไปไม่ถึงพลอตใหญ่โตที่วางเอาไว้

ตัวละครหลักทั้ง 7 ที่ถูกส่งไปทำภารกิจยังดาวเอลลอร่า ถูกวางมาให้ดูคล้ายกับหน่วย Suicide Squad แต่บางคนเกือบม่องเท่งตั้งแต่ยังไม่ทันลงไปเหยียบพื้นดาวด้วยซ้ำ ขณะที่ตัวละครหลักอย่างเจมส์ ฟอร์ด และหัวหน้าหน่วยอย่างเอรอน ไรล์ (แสดงโดย Frank Grillo) กลับไม่ค่อยได้มีบทบาทสักเท่าไหร่ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวเอกที่บทน้อยพอ ๆ กับตัวประกอบ รวมถึงการที่หนังมีความยาวเพียงแค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง ก็ทำให้เนื้อเรื่องที่วางมาเสียยิ่งใหญ่ต้องถูกบีบให้จบเร็วเกินไป ไม่มีเวลาพอที่จะลงรายละเอียด หรืออธิบายในแต่ละฉากเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชม ความรู้สึกตอนที่ดูจึงเหมือนกับเราถูกวาร์ปไปแต่ละฉากแบบงง ๆ จนบางครั้งก็ยากจะปะติดปะต่อเนื้อเรื่องได้

อีกอย่างหนึ่งที่คนคาดหวังจาก Cosmic Sin คือ เป็นหนังที่นำเอานักแสดง 2 คนที่เรียกได้ว่าเป็นดูโอ้ในฝันของแฟนหนักแอ็กชันไซไฟมาประกบคู่กัน ทั้ง Bruce Willis ตัวท็อปของหนังแนวแอ็กชัน และ Frank Grillo เจ้าพ่อหนังไซไฟที่เราคุ้นเคยกับเขาดีในบทบาท “รัมโลว์” จาก Captain America และ The Avengers แต่อย่างไรก็ตาม ในหนังกลับไม่มีฉากที่สองนักแสดงได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันเลย

แถมหลังจากครึ่งหลังของเรื่องเป็นต้นไป ทั้งคู่ก็แทบจะไม่ได้เข้าฉากพร้อมกันอีก เพราะตามเนื้อเรื่องแล้ว หลังจากสมาชิกทีมทั้ง 7 คนเดินทางทะลุอวกาศมาถึงนอกดาวเอลลอร่าได้ ไรล์ ตัวละครที่ Frank Grillo รับบท จะติดอยู่นอกอวกาศด้วยความผิดพลาดบางอย่าง และภารกิจภาคพื้นดินส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของฟอร์ดกับสมาชิกคนอื่น ซึ่งแน่นอนว่าการแคสต์นักแสดงที่โด่งดังด้านการบู๊ แต่กลับไม่มีฉากสู้ร่วมกัน ทำให้คอหนังผิดหวังกันไปตามระเบียบ เมื่อประกอบกับโปรดักชั่นส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ เรื่องนี้จึงกลายเป็นหนังไซไฟอวกาศที่ค่อนข้างไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่นัก

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ถ้าถามว่ามันคุ้มค่ากับการดูไหม สลอธคิดว่าเหมาะกับการนั่งชมเพลิน ๆ ได้ครับ ตัวพลอตค่อนข้างน่าสนใจ และฉากต่อสู้เดี่ยวก็ทำได้ค่อนข้างดี เป็นอีกเรื่องที่ดูได้แบบไม่ต้องโฟกัสอะไรมาก โดยเฉพาะในช่วงที่หนังใหม่ขาดตลาดเนื่องจากมาตรการล็อคดาวน์ Cosmic Sin ก็ช่วยฆ่าเวลาที่บ้านให้คุณได้ไม่มากก็น้อย ตอนนี้มีให้ดูออนไลน์ได้ง่าย ๆ บนแอป TrueID ไม่ต้องออกไปเสี่ยงเชื้อโรคในโรงหนังด้วยนะครับ