Overwatch 2 กำลังจะกลับมา! ผู้เล่นให้ความเห็นว่าเบต้าแรก Gameplay สนุกขึ้น

0
78

กลับมาพบกับทความฉบับคนติดเกมกับเจ้าสลอธกันอีกแล้วครับ หลังจากเคยเขียนเกี่ยวกับเกมเน้นเนื้อเรื่องอย่าง The Witcher และ Elden Ring ไป คราวนี้มาถึงเกม Co-op ที่ในอดีตเคยโด่งดัง และถือเป็นหนึ่งในเกมทำเงินของค่ายผู้สร้างอย่าง Blizzard Entertainment ทว่าการเวลาผ่านไป ความนิยมก็ถดถอยลงเรื่อย ๆ เป็นธรรมดา แม้ว่าจะมีการอัปเดตจากผู้พัฒนาเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม เกมนี้กำลังจะกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้ง เมื่อมีการปล่อยภาคต่ออย่าง Overwatch 2 ออกมา

ภาคใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจะกลับมากู้ชีพให้เกมแฟรนไชส์นี้ได้อย่างไร? และจะถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จอย่างที่ Blizzard หวังไว้หรือไม่? บทความนี้เจ้าสลอธจะมารีวิวจากมุมมองของผู้เล่นจริงให้อ่านกันครับ

Overwatch 2 ภาคต่อที่จะกลับมาคืนชีพให้เกม FPS ที่เคยดีที่สุดในโลก

ภาพโปรโมท Overwatch 1 เมื่อปี 2016

Overwatch ภาคแรกนั้นวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 2016 โดย Blizzard จั่วหัวมาว่าเป็น เกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งแบบเล่นเป็นทีม (Multiplayer First Person Shooting) ซึ่งการที่เกมนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างมาก และเป็นตำนานมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะในเวลานั้นรูปแบบของเกมมันค่อนข้างแปลกใหม่ ไม่เหมือนเกมอื่น ๆ ที่มีอยู่ในตลาดครับ

ต้องอธิบายก่อนว่า ในตอนนั้นตลาดมีเกมแนว FPS หรือเกมยิงแบบมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (มุมมองที่เรามองเห็นหน้าจอประหนึ่งเป็นดวงตาของตัวละคร) เยอะแยะอยู่แล้วครับ รวมถึงเกมแนวมัลติเพลย์เยอร์ที่ผู้เล่นต้องเล่นร่วมกับผู้เล่นคนอื่น ไม่ว่าจะสู้กัน Co-op กัน หรือเกมที่ต้องการวางแผนร่วมกันประเภท MOBA (Multipayer Online Battle Arena) อย่างเช่น DOTA, LoL, RoV เป็นต้น เกมเหล่านี้ก็เป็นที่นิยมมานานแล้วเหมือนกัน

แต่ ณ เวลาที่ Overwatch ปล่อยออกมาเมื่อปี 2016 รูปแบบการเล่นของเกมนี้แตกต่างจากเกมอื่น ๆ เพราะมันคือการรวมเอา FPS และ MOBA มาไว้ในเกมเดียว กลายเป็นรูปแบบ Gameplay แบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร และสร้างความแปลกใหม่ให้ตลาดเกมเป็นอย่างมาก

ภาพหน้าจอแสดงเกมเพลย์จาก Overwatch 1

Overwatch เปิดตัวด้วยราคา 39.99$ หรือประมาณ 1,450 บาทไทย แม้ราคาจะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเกม Online Multiplayer ทั่วไป แต่กลับทำยอดขายได้มากถึง 7 ล้านชุดภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังจากวางจำหน่าย และจนถึงปัจจุบัน 5 ปีหลังวางจำหน่ายก็ทำยอดขายรวมไปได้มากถึง 50 ล้านชุด ขึ้นแท่นเกมขายดีที่สุดของ Blizzard Entertainment

เมื่อกระแส Overwatch เริ่มตกต่ำ อัปเดตแค่ไหนก็ไม่ช่วย

เป็นธรรมดาของเกมออนไลน์ทั่วไปที่แม้ว่าเกมจะวางขายนานหลายปีแล้ว แต่ทีมผู้พัฒนาจะมีการอัปเดตคอนเทนต์ใหม่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มฮีโร่ใหม่ สกินใหม่ อีเวนต์ใหม่ รวมถึงการอัปเดตแพทช์และระบบการเล่นใหม่ ๆ เพื่อให้เกมมีการเปลี่ยนแปลง ดูมีชีวิตชีวาน่าเล่นอยู่เสมอ ซึ่ง Blizzard ก็ทำออกมาได้ดีครับ แต่อย่างไรก็ยังต้านทานกระแส ‘เสื่อมความนิยม’ ของเกมไม่ได้

การเสื่อมความนิยมนี้เป็นสัจธรรมที่เกมออนไลน์ส่วนมากก็เจอกันทั้งนั้นครับ กล่าวคือ เมื่อเกมปล่อยออกมาได้ระยะหนึ่ง และผ่านจุดพีคที่สุดไปแล้ว เกมก็จะค่อย ๆ ได้รับความนิยมน้อยลง ผู้เล่นลดน้อยลงเรื่อย ๆ เหลือเพียงผู้เล่นที่ชื่นชอบเกมจริง ๆ และมี Loyalty สูงเท่านั้น

ภาพโปรโมท Overwatch 1 เมื่อปี 2016

สาเหตุก็มาจากปัญหาที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ผู้เล่นท็อกซิกทำให้สังคมเกมไม่น่าเล่น การเพิ่มฮีโร่ตัวใหม่เข้ามาทำให้เกมเสียสมดุล การบัฟหรือเนิร์ฟฮีโร่ทำให้บางตัว OP เกินไป หรือกากเกินไป เป็นต้น ซึ่งเมื่อ Overwatch ดำเนินมาถึงปีที่ 5 ผู้เล่นเกมนี้ก็ลดลงเหลือเพียงประมาณ 650,000 – 8000,000 คนต่อเดือน (สถิติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2022) จากที่ช่วงพีคสุด ๆ เคยมีคนเล่นถึง 7 ล้านคนต่อเดือน

คราวนี้จึงถึงเวลาที่ Blizzard ปล่อยอัปเดตครั้งใหญ่มาทวงบัลลังก์คืน โดยประกาศปล่อย Overwatch 2 ฉบับทดสอบ (Beta) มาให้ผู้เล่นปัจจุบันได้ลองเล่นกันฟรี ๆ รวมถึงเปิดรับฟีดแบ็กเพื่อนำไปปรับปรุงตัวเกมจริงที่จะปล่อยตามมาในอนาคต

มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างใน Overwatch 2?

ปัจจุบัน Overwatch 2 เปิดให้ผู้เล่นทดสอบเกมเพลย์แบบ PvP (ต่อสู้กับผู้เล่นด้วยกันเอง) ในระบบ Beta ซึ่งจะแจกสิทธิ์การเข้าเล่นให้กับผู้เล่นที่มีตัวเกม Overwatch 1 อยู่แล้วเท่านั้น และผู้เล่นที่ต้องการจะเล่นภาคต่อนี้ ต้องโหลดตัวเกมทดลองแยกด้วยประมาณ 15 GB สำหรับใครที่กำลังครุ่นคิดว่าจะโหลดมาลองเล่นดีหรือเปล่า เจ้าสลอธได้รวบรวมความเปลี่ยนแปลงที่คุณจะได้เจอในภาคนี้มาให้ครับ

1. ระบบ PvE สำหรับคนชอบเสพเนื้อเรื่อง

ไม่ว่าอัปเดตจะออกมาขาดสมดุลแค่ไหน แต่ต้องยอมรับว่า Overwatch เป็นเกมที่เขียนเนื้อเรื่องมาดีจริง ๆ ครับ โดยก่อนหน้านี้ เรื่องราวของกลุ่มฮีโร่นอกกฎหมายที่คอยช่วยเหลือโลกจากการโจมตีของหุ่นยนต์ มักจะถูกเล่าผ่านทาง Animated Short (แอนิเมชั่นแบบสั้น) ที่ Blizzard ปล่อยออกมาบน Youtube แต่บางครั้งก็มาในอีเวนต์ของเกมบ้าง ปล่อยเป็นการ์ตูนสั้นหรือนิยายสั้นบ้าง ทำให้ยากต่อการติดตามเนื้อเรื่อง ในภาค 2 Blizzard ก็เลยจัดเต็ม ทำเป็นระบบเกมแบบ PvE (สู้กับบอท) ให้ไปติดตามเนื้อเรื่องกันได้เต็มที่

ตัวอย่างเกมเพลย์ Overwatch 2 ในระบบ PvE หรือระบบเนื้อเรื่อง

2. ระบบ PvP แบบทีมละ 5 คน

โบกมือลาระบบ 6v6 ใน Overwtach 1 ได้เลย เพราะภาค 2 จะมาพร้อมกับระบบ 5v5 โดยลดผู้เล่นในตำแหน่ง Tank ของแต่ละทีมไป 1 คน (จากเดิมแต่ละทีมมี Tank 2 DPS 2 และ Support 2) ซึ่งการลดตำแหน่งแทงค์นี่แหละที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใน Gameplay อย่างมหาศาล และทำให้ผู้เล่นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นจากหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว

3. Heroes Reworking ปรับเปลี่ยนความสามารถฮีโร่

แน่นอนว่าจำนวนผู้เล่นลดลง ความสามารถหรือสกิลต่าง ๆ ของฮีโร่แต่ละตัวก็ต้องถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะกับ Gameplay แบบใหม่ด้วย โดยฮีโร่ที่ถูก Rework ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นตำแหน่ง Tank การเปลี่ยนแปลงที่สร้างความฮือฮาที่สุด ก็คือการย้าย Doomfist ที่เคยเป็น DPS มาอยู่ในตำแหน่ง Tank เป็นต้น โดยรวมคือเปลี่ยนแทงค์ให้ทำหน้าที่รับดาเมจน้อยลง และเปลี่ยนไปเน้นสร้างพื้นที่ให้ตำแหน่งอื่น ๆ ในทีมเล่นได้ง่ายขึ้นแทน

Orisa หนึ่งในฮีโร่ตำแหน่ง Tank ที่ได้รับการ Rework

4. เพิ่มฮีโร่ใหม่ล่าสุด “Sojourn”

การอัปเดตครั้งใหญ่มาพร้อมกับฮีโร่ตัวใหม่ “Sojourn” ที่หลังจากเข้า Beta มาได้ไม่เท่าไหร่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นฮีโร่ที่เล่นยากที่สุด แต่ก็โกงที่สุดเช่นกัน โดยฮีโร่ตัวนี้ถือเป็นตัวยิงระยะกลาง (Mid-range Hitscan) คล้ายกับ Cassidy หรือ Soldier 76 แต่ปืนของเธอจะต้องมีการเก็บเอเนอร์จี้ก่อนถึงจะยิงได้แรง คล้าย ๆ กับตัวแทงค์อย่าง Zarya

“Sojourn” ฮีโร่ DPS ตัวใหม่ล่าสุดที่จะเพิ่มเข้ามาใน Overwatch 2

5. ลบแผนที่เดิม เพิ่มแผนที่ใหม่

ในภาคใหม่จะมีไม่มีแผนที่ที่มีลักษณะเป็น 2 Control Points (ยึดจุด A ก่อนแล้วค่อยไปยึดจุด B) อีกแล้ว แต่จะเปลี่ยนเป็นระบบ Push Maps แทน ซึ่งในแผนที่นี้ ทั้ง 2 ทีมต้องแข่งกันดันหุ่นยนต์ยักษ์ให้ไปถึงจุด Chcek Point ถ้าหากมีผู้เล่นจากทั้ง 2 ทีมอยู่ใกล้กับหุ่นยนต์ ตัวหุ่นก็จะเข้าสู่ระบบ ‘Contested’ และหยุดเดิน ต้องกำจัดผู้เล่นทีมตรงข้ามให้ออกจากบริเวณนั้นก่อนจึงจะดันต่อไปได้ ซึ่งเป็นระบบที่ค่อนข้างสมดุลกว่า 2CP มาก

ตัวอย่างแผนที่แบบใหม่ Push Map ใน Overwatch 2

รีวิว Overwatch 2 Beta: สวรรค์ของสายบวก แต่เป็นฝันร้ายของสายซัพ

จากที่เจ้าสลอธได้เข้าไปทดลองเล่นในระบบ Beta ที่ผ่านมา บอกเลยว่าการลดตำแหน่ง Tank นั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลให้กับเกมเลยครับ เนื่องจากทำให้ผู้เล่นจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการเล่นจาก ‘ตั้งแผงยิง’ ซึ่งเป็นการให้แทงค์เดินนำหน้าเพื่อปกป้องสมาชิกตำแหน่งอื่น ๆ กลายเป็นการเล่นแบบ ‘Snowball’ หรือรวมกลุ่มแล้วโถมเข้าไปพร้อม ๆ กันมากขึ้น (ตัวรับดาเมจลดไป 1 ตัว จึงต้องเปลี่ยนไปแข่งกันทำดาเมจให้มากกว่าอีกทีมในระยะเวลาสั้น ๆ)

วิธีเล่นในลักษณะนี้ทำให้ Gunfight หรือการยิงแข่งกันมันสนุกขึ้นมากครับ ผู้เล่นในตำแหน่งแทงค์ไม่ต้องคอยยืนชูหน้ารับดาเมจทั้งเกมอีกต่อไป ขณะที่ผู้เล่นในตำแหน่ง DPS ก็ได้วัดฝีมือกับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้น ผลตอบรับของ Overwatch 2 จึงเป็นไปในทางที่ดีมาก จนถึงขั้นที่สตรีมเมอร์หลายคนบอกว่า “นี่เป็นการฟื้นคืนชีพของ Overwatch” เลยทีเดียว

แต่ข้อเสียของเกมเพลย์ที่เปลี่ยนแปลงไปมันก็มีครับ ขณะที่แทงค์กับ DPS กำลังยิงกันอย่างเมามันส์ สาย Support ตัวน้อย ๆ ที่อยู่ข้างหลังนี่ต้องวิ่งหลบกระสุนเอาชีวิตรอดกันหัวซุกหัวซุน พอตำแหน่งแทงค์หายไปตัวหนึ่งก็ทำให้หาตำแหน่งยืนได้ยากขึ้น ต้องพยายามหาที่กำบังด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องอยู่ที่ที่มองเห็นและสามารถช่วยเหลือฮีลเพื่อนได้ด้วย และขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังฝ่ายตรงข้ามที่อาจเข้ามาล้วงจากด้านหลังได้ง่าย ๆ

Moira, Lucio และ Mercy ฮีโร่สายซัพพอร์ตที่ได้รับความนิยมจากผู้เล่นใน Overwatch 2 Beta

นั่นทำให้ใน Beta แรกนี้ ตำแหน่ง Support ขาดแคลนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับฮีโร่ที่Mobility ต่ำ อย่างเช่น Ana จะรู้สึกว่าเล่นยากขึ้นเป็นพิเศษ ผู้เล่นซัพพอร์ตส่วนใหญ่จึงหันไปเล่นฮีโร่ที่มีสกิลหนีง่าย ๆ อย่าง Lucio, Mercy, Moira แทน

สรุปแล้วในภาพรวม แฟนเกมและสตรีมเมอร์ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นไปในทางเดียวกันนะครับว่าเกมเพลย์สนุกขึ้น แต่อาจจะยังต้องการการปรับสมดุลในส่วนของ Support อีกนิดหน่อย อาจจะต้อง Rework สกิลเพื่อให้เอาตัวรอดได้ง่ายขึ้น ซึ่งล่าสุด (พฤษภาคม 2022) Bliazzard ก็มีการปรับบางตัวแล่ว เช่น Mercy ที่สามารถกด Shift + Ctrl เพื่อกระโดดได้สูงกว่าเดิม เป็นต้น

Toronto แผนที่ใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามาในภาคใหม่

ตอนนี้ Overwatch ภาคใหม่อยู่ระหว่างการพัฒนา ยังไม่วางขายอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าใครเคยซื้อตัวเกม Overwatch 1 ไว้อยู่แล้ว ก็ลองเช็คในอีเมล์ดูนะครับว่าได้สิทธิ์เข้าทดลอง Beta หรือเปล่า แต่ถ้ารอบนี้ยังไม่สิทธิ์ก็ไม่ต้องเสียใจไปครับ เพราะหลังจากจบทดลองเล่นรอบแรก เดี๋ยวจะมี Beta 2 ตามมาแน่นอน