เปรียบเทียบชัดๆ Netflix กับ Disney+ ควรเลือกสตรีมมิงเจ้าไหนดี?

0
74

สิ้นเดือนนี้จะครบรอบ 1 ปีเต็มหลังจาก Disney+ Hostar เปิดให้บริการในไทย โดยสตรีมมิงเจ้านี้เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2021 แต่สามารถกลายเป็นคู่แข่งตีคู่กับ Netflix ที่เปิดให้บริการมานานกว่าทันที แล้วสรุปว่าจนถึงปัจจุบันสตรีมมิงเจ้าไหนดีกว่ากันยังไง เจ้าสลอธจะมารีวิวเปรียบเทียบความแตกต่างของ Netflix กับ Disney+ Hotstar ให้เห็นชัด ๆ ในบทความนี้ครับ

เปรียบเทียบค่าบริการ Netflix กับ Disney+ Hotstar

ปัจจัยอย่างแรกในยุคแก๊สแพงแบบนี้ แน่นอนว่าทุกคนต้องคำนึงถึงค่าบริการไว้ก่อน หากใครยังจำได้ ในช่วงแรก ๆ Disney+ Hotstar เปิดให้บริการในไทยด้วยราคาถูกที่สุดเพียงแค่ 49 บาทต่อเดือน และ 499 บาทต่อปีเท่านั้น แต่ราคานี้เป็นโปรโมชันเปิดตัวสำหรับลูกค้าที่ใช้เครือข่ายโทรศัพท์ AIS ปัจจุบันโปรโมชันนี้ยังมีอยู่ แต่อัพราคาเพิ่มเป็น 99 บาทต่อเดือน และ 499 บาทต่อปี เรียกได้ว่าถ้าเป็นลูกค้าค่ายนี้และลงทุนซื้อแบบรายปี จะประหยัดไปได้เกินครึ่งเลยทีเดียว

ตัวอย่างภาพหน้าจอแอปสตรีมมิง Disney+ Hotstar ที่ให้บริการในไทย

ส่วนราคาปกติของสตรีมมิงเจ้านี้ สำหรับคนทั่วไปจะอยู่ที่ 799 บาทต่อปี และนี่แหละครับคือข้อเสียอันใหญ่หลวง เพราะปัจจุบัน Disney+ Hotstar ไม่มีจ่ายแบบรายเดือน หากอยากจะใช้บริการสตรีมมิงแบบรายเดือน ต้องใช้โปรโมชันของ AIS ที่กล่าวไปข้างต้นเท่านั้น

ส่วนเน็ตฟลิกซ์มีตัวเลือกด้านค่าบริการหลากหลายกว่า โดยมีทั้งหมดถึง 4 แพ็กเกจให้เลือก ได้แก่

  • แพ็กเกจ Mobile ราคา 99 บาทต่อเดือน ดูวิดีโอได้สูงสุด 480p สามารถใช้งานได้บนมือถือหรือแท็บเล็ต
  • แพ็กเกจ Basic ราคา 279 บาทต่อเดือน ดูวิดีโอได้สูงสุด 480p เช่นกัน แต่นอกจากมือถือกับแท็บเล็ตแล้ว ยังสามารถใช้งานบนคอมพิวเตอร์และสมาร์ททีวีได้ด้วย
  • แพ็กเกจ Standard ราคา 349 บาทต่อเดือน ดูวิดีโอได้สูงสุด 1080p สามารถใช้งานได้บนมือถือ แท็บแล็ต คอมพิวเตอร์ และสมาร์ททีวี
  • แพ็กเกจ Premium ราคา 419 บาทต่อเดือน ดูวิดีโอในระบบ 4K และ HDR ได้ รวมถึงสามารถใช้งานบนอุปกรณ์ทุกชนิดที่กล่าวมาได้เช่นกัน
แพ็กเกจค่าบริการของ Netflix มีให้เลือกหลากหลายกว่าเมื่อเทียบกับ Disney+ Hotstar

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว Disney+ Hotstar ยังมีตัวเลือกแพ็กเกจค่าบริการให้กับผู้ชมน้อยกว่า Netflix มาก แม้ว่าราคารายปีหารออกมาแล้วต่อเดือนจะถูกกว่า แต่ผู้ชมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยากจะใช้บริการทั้งปี โดยเฉพาะเมื่อมันแลกมากับการต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ให้กับดิสนีย์ในคราวเดียว

เปรียบเทียบคอนเทนต์ Netflix กับ Disney+ Hotstar เจ้าไหนน่าสนใจมากกว่ากัน?

มาถึงปัจจัยสำคัญอย่างคอนเทนต์กันบ้าง เหตุผลที่ทำให้ยอดผู้ใช้งาน Disney+ Hotstar พุ่งกระฉูดภายในเดือนแรกหลังจากเปิดให้บริการ ก็เพราะหลายคนน่าจะทราบแล้วว่าดิสนีย์นั้นเป็นเจ้าของค่ายหนังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Pixar, 20th Century, Marvel, Star Wars รวมไปถึงยังถือลิขสิทธิ์ค่ายผลิตสารคดีดังอย่าง National Geographic อีกด้วย ดังนั้นหากพูดถึงคอนเทนต์ด้านภาพยนตร์ ดิสนีย์ไม่แพ้ใครแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็นเน็ตฟลิกซ์ หรือสตรีมมิงเจ้าอื่น ๆ เช่น HBO GO หรือ Prime Video

ตัวอย่างภาพโฆษณาแอปสตรีมมิง Disney+ Hotstar ที่ให้บริการในไทย

แต่สำหรับคอนเทนต์ด้านซีรีส์ คงต้องยอมรับกันตรงนี้ว่าดิสนีย์ยังทำได้ไม่หลากหลายเท่าไหร่นัก แม้ว่าในแอปจะมีซีรีส์ให้ดูหลายแนว ทั้งแฟนตาซี ดราม่า สืบสวนสอบสวน แพทย์ ฯลฯ และทางค่ายก็พยายามจะพัฒนาซีรีส์ใหม่ ๆ มาอย่างต่อเนื่อง แต่นอกจากแฟรนไชส์ Marvel และ Star Wars แล้ว ยังไม่มีซีรีส์เรื่องไหนของดิสนีย์ที่เป็นที่นิยมขนาดนั้น เมื่อเทียบกับสตรีมมิงเจ้าอื่น ๆ

หันมาดูทางด้านเน็ตฟลิกซ์เรียกได้ว่าคอนเทนต์ด้านซีรีส์ของเจ้านี้ถือเป็นอันดับ 1 ของโลกแบบไม่มีใครมาโค่นได้ มีการผลิตซีรีส์ Netflix Originals (ซีรีส์หรือคอนเทนต์ที่อำนวยการสร้างโดยเน็ตฟลิกซ์ และดูได้เฉพาะบนเน็ตฟลิกซ์เท่านั้น) มาตีตลาดจนดังเป็นพลุแตกมากมาย ทั้ง Stranger Things, The Crown, The Witcher, Peaky Blinders ไปจนถึงซีรีส์แนวแอนิเมชันอย่าง Love Death + Robots และยังไม่รวมกับโปรเจกต์ที่เพิ่งเริ่มแต่ดูเหมือนจะไปได้ไกลอีกหลายเรื่อง เช่น Shadow and Bone, Sex Education, The Queen’s Gambit เป็นต้น

ตัวอย่างภาพโฆษณาแอปสตรีมมิง Netflix ที่ให้บริการภาพยนตร์กว่า 3,000 เรื่อง

นอกจากนี้ ความหลากหลายของคอนเทนต์เน็ตฟลิกซ์ยังไปไกลถึงขั้นมีสิ่งที่เรียกว่า “Interactive Content” หรือคอนเทนต์ที่ให้ผู้ชมมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวละครได้ โดยการกดเลือกตัวเลือกที่มีให้บนหน้าจอ ลูกเล่นนี้ถูกใช้กับซีรีส์และหนังหลาย ๆ เรื่อง เช่น Black Mirror: Bandersnatch และ Unbreakable Kimmy Schmidt เป็นต้น ซึ่งน่าเสียดายที่ Disney+ Hotstar ยังไม่มีฟังก์ชันนี้

สรุปแบบย่อ ใครที่เป็นสายดูหนัง รับรองว่าจะไม่ผิดหวังกับ Disney+ Hotstar แน่นอนครับ ส่วนใครที่เป็นสายดูซีรีส์ Netflix จะตอบโจทย์ได้มากกว่า เพราะมีคอนเทนต์ซีรีส์ให้เลือกชมหลากหลายกว่านั่นเอง

แล้วถ้าสมัครไว้ให้เด็กดูล่ะ ควรใช้สตรีมมิงเจ้าไหนดี?

ตัวอย่างภาพหน้าจอจากแอป Netflix ในโหมดสำหรับเด็ก (Kids Safe)

เปรียบเทียบคอนเทนต์สำหรับผู้ใหญ่ของทั้งสองเจ้ากันไปแล้ว เรามาดูคอนเทนต์เด็กกันบ้างดีกว่าครับ เพราะเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หรือบ้านไหนที่มีลูกเด็กเล็กแดง คงไม่กล้าปล่อยเด็ก ๆ ไปเจอความดาร์คในโลกสตรีมมิงที่มีทั้งความโป๊ เปลือย สิ่งเสพติด และภาพรุนแรงแน่นอน

ความดีงามของแอปสตรีมมิงในปัจจุบันคือ ทั้ง Netflix กับ Disney+ Hotstar มีโหมดสำหรับเด็ก (Kids Safe) เหมือนกัน โดยของเน็ตฟลิกซ์จะเลือกได้จากหน้าโปรไฟล์ ส่วนของดิสนีย์พลัสสามารถเลือกเปิดได้ที่แถบตั้งค่า เมื่อเปิดโหมดนี้แล้วแอปก็จะเลือกแสดงผลเฉพาะคอนเทนต์ที่เหมาะกับเด็กเท่านั้น ทำให้น้อง ๆ หนู ๆ สามารถเพลิดเพลินกับการเลือกดูสิ่งที่ตัวเองสนใจได้ โดยที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องคอยมานั่งกำกับตลอดเวลา

ตัวอย่างภาพหน้าจอจากแอป Disney+ Hotstar ในโหมดสำหรับเด็ก (Kids Safe)

ส่วนนี้เจ้าสลอธคิดว่าทั้งสองเจ้าทำได้ดีพอ ๆ กัน แต่ Disney+ Hotstar อาจจะมีแต้มต่อมากกว่า เนื่องจากดิสนีย์ก็โฆษณาตัวเองว่าเป็นองค์กรสำหรับเด็กอยู่แล้ว รวมถึงยังเป็นเจ้าของ Pixar Studio ค่ายแอนิเมชันที่ผลิตคอนเทนต์สำหรับเด็กเป็นส่วนใหญ่ด้วย

สรุปแล้วทั้งเน็ตฟลิกซ์และ Disney+ Hotstar ต่างก็มีข้อดีข้อเสียคนละแบบกัน อาจจะพูดได้ยากว่าแอปไหนดีกว่า ดังนั้นก่อนจะเลือกใช้บริการ ก็พิจารณาเอาจากปัจจัยและความสะดวกของแต่ละคนดีกว่า แต่สำคัญที่สุดคืออย่าลืมใช้บริการสตรีมมิงที่ถูกลิขสิทธิ์ ไม่ดูของเถื่อนกันนะครับ