The Handmaid’s Tale เมื่อชีวิตมีค่าเพียงแค่ “หญิงอุ้มบุญ”

0
245
The Handmaid’s Tale เรื่องเล่าของสาวรับใช้ รีวิวหนังสือ

ชั้นหนังสือของเจ้าสลอธขี้เบื่อวันนี้ ขอเสนอ “เรื่องเล่าของสาวรับใช้” หรือ “The Handmaid’s Tale” นวนิยายแนวไซไฟดิสโทเปีย แต่งโดย Margaret Atwood นักเขียนชาวแคนาดา ซึ่งต้องบอกเลยว่า หากใครต้องการเสพความดิสโทเปียแบบเต็มขั้น ห้ามพลาดเล่มนี้เป็นเด็ดขาด เพราะนอกจากบรรยากาศหดหู่ที่จะได้รับตลอดทั้งเรื่องแล้ว นวนิยายเรื่องนี้ยังเป็นงานเขียนที่สะท้อนสังคมปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) ได้อย่างดีเยี่ยม อ่านจบแล้วรับรองว่าจะได้อะไรมากกว่าความสนุกแน่นอน

คำเตือน: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาส่วนน้อยภายในหนังสือเพื่อการรีวิว (Soft Spoil)

เมื่อเผด็จการทหารครองโลก และปิตาธิปไตยเบ่งบาน

The Handmaid’s Tale เล่าเรื่องราวของโลกอนาคตในปีค.ศ. 2195 เมื่อโลกในแบบปัจจุบันล่มสลาย อัตราการเกิดของมนุษย์ตกต่ำลงอย่างที่สุด จนเข้าสู่ยุคดิสโทเปียที่เผด็จการทหารเข้าริดรอนสิทธิเสรีภาพที่เคยมี และบังคับให้ทุกคนต้องอยู่ภายใต้ระบบปกครองแบบแบ่งแยกด้วยชนชั้น ประชาชนผู้หญิงทั่วไปถูกบังคับให้ทำหน้าที่เป็น ‘สาวรับใช้’ ในบ้านของผู้ชายที่มียศทางทหาร (ในหนังสือจะเรียกว่า ‘ผู้บัญชาการ’) ซึ่งจริง ๆ ตำแหน่งสาวรับใช้นี้ไม่ได้มีหน้าที่ทำงานบ้าน หรือหุงหาอาหารแบบแม่บ้านทั่วไป แต่เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นโดยมีความหมายแทนคำว่า ‘แม่อุ้มบุญ’ หรือผู้หญิงที่ต้องตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรแก่ผู้บัญชาการประจำบ้านของพวกเธอนั่นเอง ห้ามมีมิตรหรือศัตรู ห้ามสนทนากับใคร ห้ามทำกิจกรรมอื่นที่ไม่ได้รับมอบหมาย สิ่งที่พวกเธอต้องทำในแต่ละวันมีแค่การออกไปรับวัตถุดิบสำหรับทำอาหารตามที่ทางรัฐจัดให้ และมีเพศสัมพันธ์กับผู้บัญชาการเพื่อความหวังที่จะตั้งครรภ์ บทบาทของพวกเธอมีเพียงเท่านั้น

ในโลกของ The Handmaid’s Tale การผลิตทรัพยากรมนุษย์นับเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และหากบ้านไหนทำสำเร็จ ความสำเร็จนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่คนในสังคมยกย่อง เพราะถือว่ามีส่วนช่วยในการทำให้มนุษยชาติอยู่รอดต่อไปได้ การทำแท้งกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการทำหมันถูกฆ่าและนำร่างมาแขวนคอประจาน สาวรับใช้คนใดที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ภายในเวลาที่กำหนดจะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงที่บกพร่อง และถูกทางการส่งไปใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่ที่ ‘นิคม’ สถานที่ห่างไกลความเจริญที่มีไว้เพื่อลงโทษคนที่ถูกเนรเทศ ภายใต้สังคมปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) ที่กดทับเพศหญิงสุด ๆ นั้น สาวรับใช้ถือว่าแทบจะเป็นชนชั้นต่ำสุดเลยก็ว่าได้ พวกเธอไม่ได้รับแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะมีชื่อเป็นของตัวเอง ทุกคนจะถูกเรียกขึ้นต้นด้วย ‘ออฟ (of)’ และตามหลังด้วยชื่อสกุลของผู้บัญชาการ เช่น ออฟเกลน ออฟวอร์เรน ซึ่งหมายความว่าผู้หญิงเหล่านั้นถือเป็นทรัพย์สมบัติชิ้นหนึ่งของผู้มีอำนาจ นอกจากเสรีภาพที่เกือบจะเป็นศูนย์แล้ว สาวรับใช้ยังต้องเผชิญกับสายตาเหยียดหยามจากผู้คนในสังคม ทั้งภริยาของผู้บัญชาการ (ทุกบ้านที่สาวรับใช้ถูกส่งไป จะมีภริยาประจำบ้านอยู่แล้ว ซึ่งถือว่ามีศักดิ์รองลงมาจากผู้บัญชาการ) แม่บ้าน คนขับรถ ไปจนถึงทหารและคนจากชนชั้นอื่น ๆ ด้วย

เรื่องราวของออฟเฟรดหญิงรับใช้ผู้เป็นเหยื่อจากระบบเผด็จการ

เรื่องราวทั้งหมดภายในหนังสือ The Handmaid’s Tale จะถูกเล่าผ่านมุมมองของสาวรับใช้คนหนึ่งที่ชื่อ “ออฟเฟรด” เราจะได้ติดตามชีวิตของเธอตั้งแต่ตอนที่รัฐประหารยังไม่เกิดขึ้น ผู้คนใช้ชีวิตกันโดยมีเสรีภาพเต็มที่ แต่แล้วเมื่อเผด็จการทหารเข้าปกครอง สังคมรอบข้างก็เริ่มถูกลิดรอนอิสรภาพไปทีละอย่าง ออฟเฟรดถูกจับแยกจากลูกและสามี ส่งเข้าไปในสถานที่คล้ายกับโรงเรียนดัดสันดาน ที่ซึ่งเธอและผู้หญิงคนอื่น ๆ ถูกปลูกฝัง เตรียมพร้อมที่จะถูกส่งออกไปนอกรั้วในฐานะสาวรับใช้ จนกระทั่งเธอถูกส่งมาทำหน้าที่ที่บ้านของผู้บัญชาการเฟรด โอกาสสุดท้ายก่อนจะถูกเนรเทศหากตั้งครรภ์ไม่สำเร็จ

ความรู้สึกหลังอ่านจบ สลอธคิดว่า “เรื่องเล่าของสาวรับใช้” มีความน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่ง คือ แก่นของเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตผู้หญิงคนหนึ่งนั้นไม่ได้มีอะไรมาก ถ้าจะให้เล่าเป็นเรื่องย่อ ก็สามารถเล่าได้สั้น ๆ แบบย่อหน้าเดียวจบเช่นเดียวกับที่ทุกคนได้อ่านไปด้านบน แต่สาระสำคัญของเรื่องนี้อยู่ตรงการใช้ภาษา และวิธีการบรรยาย ที่ทำให้เราได้รับรู้มุมมองของตัวละครเอก ทั้งสภาพแวดล้อม ทัศนคติ ความรู้นึกนึกคิด ทั้งที่เธอมีต่อคนอื่น และคนอื่นมีต่อเธอ เราจะรู้สึกได้ว่าสังคมเผด็จการที่บังคับให้ผู้หญิงต้องไร้ตัวตนนี้กดทับเธอมากอย่างไร และเมื่อเปรียบเทียบกับโลกที่เป็นอยู่ตอนนี้ การได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง ได้มีสิทธิอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีนั้นนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดแล้ว นอกจากความสนุก ลุ้นระทึก และอารมณ์หดหู่ตามแบบดิสโทเปีย หนังสือเล่มนี้ได้ให้ข้อคิดสำคัญที่ว่า “เสรีภาพเป็นสิ่งมีค่า” ส่วนเรื่องความคุ้มคงไม่ต้องพูดถึง เวอร์ชันต้นฉบับภาษาอังกฤษตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1985 จนปัจจุบันสำนักพิมพ์ Library House ก็ยังคงนำมาแปลและพิมพ์ซ้ำอยู่ อีกทั้งยังถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์ถึง 4 ซีซั่น นับว่าเป็นงานเขียนอีกเรื่องที่ประสบความสำเร็จ และควรค่าแก่การอ่านแน่นอน แอบกระซิบให้อีกอย่างว่าปกเวอร์ชันภาษาไทยสวยด้วยนะเออ เหมาะแก่การวางไว้ประดับบารมีบนชั้นหนังสือเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของเล่มนี้อย่างหนึ่ง (ที่อาจจะเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของสลอธนะ) คือ แม้ว่าการใช้ภาษาจะสละสลวยมาก ๆ แต่มันสวยเกินไปจนทำให้อ่านเข้าใจยาก บางครั้งประโยคเดียวต้องอ่านวนไปวนมากว่าจะรู้ว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร ซึ่งอาจจะเป็นปัญหามาจากอุปสรรคทางภาษาและการแปลด้วยส่วนหนึ่ง รวมถึงสำนวนการเขียนที่ค่อนข้างเก่า ถ้าหากลองเปิดอ่านแล้วไม่ชอบ The Handmaid’s Tale มีเวอร์ชันซีรีส์ที่ตอนนี้สร้างไปถึง 4 ซีซั่น แถมซีซั่นที่ 5 กำลังจะมาภายในปีหน้าด้วย ใครรู้สึกว่าต้นฉบับมันเข้าใจยากเกินไป จะเปลี่ยนไปดูซีรีส์แทนก็ไม่เสียหาย แต่ถึงอย่างไรสลอธก็ขอยืนยันว่า ถึงซีรีส์จะดีแค่ไหน แต่ยังไงก็ไม่มีทางสมบูรณ์ได้เท่าต้นฉบับที่เป็นหนังสือแน่นอน

หากชื่นชอบบทความรีวิวหนังสือแบบนี้อีก ก็สามารถติดตามคอลัมน์ชั้นหนังสือของเจ้าสลอธได้ทางเว็บไซต์ Boringsloth เลยนะ มาช้าหน่อยแต่รับรองว่าคัดสรรมาเฉพาะเล่มที่เด็ดที่สุด อ่านแล้วปลดล็อกสกินหนังสือทองคำ!